วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

พระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

พระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
(แก้ไข ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘  เดิมระบุเป็น "กรุวัดป่ายาง" )

วันนี้ขอขั้นรายการสักเล็กน้อย เนื่องจากเห็นว่าข้อมูลพระที่นำมาลงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ และข้อมูลบางอย่างท่านอาจไม่เคยเห็นหรือไม่สามารถหาความจริงได้จากเซียนพระ  ด้วยการพยายามปกปิดข้อมูลความจริงบางส่วน  แม้แต่ภาพถ่ายก็ไม่มีความคมชัดเพียงพอเพราะไม่ต้องการให้เห็นจุดที่เป็นเคล็ดลับ   นอกจากนี้พระที่ขุดค้นพบถือได้ว่ามีคุณค่าสูง เป็นมรดกในแผ่นดินสยาม


พระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุวัดป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นี้ถูกขุดพบหลังเทศบาลตำบลแม่สายประมาณ ๓๐๐ เมตร ห่างวัดป่ายางประมาณ ๑๐๐ เมตร   เข้าใจว่าจุดที่ขุดพบเคยเป็นอาณาเขตของวัดมาก่อน   จำนวนที่พบมากกว่าสองหมื่นองค์   มีขนาดบูชาหน้าตัก ๓ นิ้วครึ่ง  และขนาดห้อยคอหน้าตักประมาณ ๓ หุนครึ่ง   มีผู้ให้ข้อมูลว่า กรุแตกในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง กันยายน ๒๕๕๗





องค์พระที่นำภาพมาลงเป็นขนาดหน้าตัก ๓ หุนครึ่ง เลี่ยมขึ้นคอได้   สภาพโดยทั่วไป ปรากฏคราบดินและสนิมเขียวปกคลุมที่ด้านนอกทั้งองค์   ดินมีลักษณะแห้ง แข็ง เกาะติดแน่น   สนิมเขียวบางแห่งอยู่ปะปนกับดินหรือขึ้นปกคลุมดินอีกทีหนึ่ง  บางแห่งส่องเห็นเป็นเม็ดแมงลัก ไข่แมงดา   บางแห่งมีลักษณะเงาสดคล้ายสีหรือวัสดุเหลวสีเขียวเคลือบไว้  แต่ใช้ทินเนอร์ล้างไม่ออก แสดงว่าไม่ใช่สี







ใต้ฐานเว้าลึกเข้าไป แต่ด้านซ้ายขององค์พระจะปิดส่วนหนึ่ง







อีกองค์หนึ่ง เมื่อนำมาล้างแล้วจะพบว่าเนื้อพระมีสีทอง ลึกกว่าสีทองเป็นสีทองแดง น่าจะเป็นการเล่นแร่แปรธาตุของอาจารย์ผู้เรืองวิชาในสมัยโบราณ  ผิวพระเป็นเส้น ๆ เหมือนลายผ้า   พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ ๑  พระพักตร์และพระอุระนูนหนา สังฆาฏิสั้น ขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย
ชั้นของผิวที่ปกคลุม ชั้นแรกเห็นได้ชัดว่าเป็นสนิมเขียว  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสนิมเขียวที่ปกคลุมด้านนอกที่เห็นในองค์ก่อนที่จะทำการล้างนั้น เป็นสนิมเขียวที่ถูกดันออกมาจากด้านใน ผ่านชั้นของรักและชั้นดินที่ปกคลุมองค์พระอีกทีหนึ่ง   บ่งว่าองค์พระถูกบ่มอยู่ในชั้นดินผ่านกาลเวลาอันยาวนาน   และสนิมเขียวยังบ่งว่าเนื้อพระน่าจะเป็นสำริดหรือมีส่วนผสมของทองแดงเป็นสำคัญ

ชั้นต่อมา คือ รักสมุก (สีดำ)  ดินสีทราย  และดินสีอิฐ ตามลำดับ   การที่ดินแบ่งออกเป็นสีทรายและสีอิฐอยู่คนละชั้นต่างกันไม่น่าจะเพราะเป็นดินคนละชนิด   แต่น่าจะเกิดจากธรรมชาติ ความร้อน ความชื้น และระยะเวลาอันยาวนาน ที่ขับดันวัสดุต่างประเภทให้ออกมาอยู่ในลำดับชั้นที่ต่างกัน   เช่นเดียวกับที่สนิมเขียวส่วนหนึ่งถูกดันให้ออกมาปกคลุมด้านนอกสุดขององค์พระ








จากบทวิเคราะห์พอสรุปได้ในเบื้องต้นว่า   พระกรุวัดป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งแม้ไม่ได้ถูกขุดพบภายในบริเวณวัดในปัจจุบัน แต่ก็อยู่ในบริเวณใกล้วัดป่ายางมากที่สุด  คงพออนุโลมให้เป็นกรุวัดป่ายางไปก่อน   เป็นพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ ๑ แท้ซึ่งมีอายุยาวนาน  ในเบื้องต้นคงเพียงคาดการณ์ไว้ก่อนว่าไม่น่าจะน้อยกว่า ๒๐๐ ปี   สิ่งที่จะต้องศึกษาค้นคว้าต่อไปคือ พระกรุนี้มีอายุเท่าใด สร้างสมัยใด และที่สำคัญ มีพลังพุทธคุณในด้านใดและมากน้อยเพียงใด   หากทราบข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาลงไว้เพื่อประโยชน์แก่ชาวสยามต่อไป  


------------------------------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลเพิ่มเติม (๑๑ มกราคม ๒๕๕๘)

จำนวนพระที่มีมากแต่ถูกแบ่งเหมาออกไปหลายทิศหลายทาง   ในพื้นที่เองเริ่มหายากและราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ    คาดว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้คงจะหามาบูชาได้ยากหรือราคาสูงจนเกินกว่าจะหามาแบ่งปันให้แก่ญาติสนิทมิตรสหายหรือมวลสมาชิกที่ติดตามเว็บบล็อคนี้   แม้ข้อมูลขณะนี้ยังไม่ครบถ้วน แต่หากเนิ่นช้าแล้วท่านทั้งหลายคงได้แต่เพียงดูจากรูปและข้อมูลในเว็บบล็อคนี้เท่านั้น   ขณะนี้ผมยังพอจะสืบหามาบูชาได้บ้าง จึงเห็นว่าควรเป็นตัวกลางช่วยจัดหาให้แก่มวลสมาชิกที่ติดตามเว็บบล็อคนี้ที่มีความสนใจใคร่จะบูชา โดยมีเงื่อนไขดังนี้
๑.   ราคาบูชาขณะนี้ (          ๒๕๕๘) ขนาดหน้าตัก ๓ หุนครึ่ง (เกือบ ๑ นิ้ว) องค์ละ     บาท หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาบูชาเมื่อใดจะแก้ไขราคาให้ทราบที่นี่     
๒.   ค่าจัดส่ง (ค่ากล่องหรือซองกันกระแทก + ค่าไปรษณีย์)     บาท (ไม่เกิน    องค์)
๓.   ต้องการบูชาจำนวนกี่องค์ติดต่อแจ้งทางอีเมล์ daddychang@gmail.com   เท่านั้น   พร้อมแจ้งชื่อ – ชื่อสกุล จริง และที่อยู่ที่จัดส่ง (ตรวจสอบให้ถูกต้องด้วย)
๔.   หากจัดหาพระให้ได้ ผมจะแจ้งยืนยันกลับทางอีเมล์พร้อมเลขบัญชีธนาคาร   ขอให้โอนเงินพร้อมจุดทศนิยม เช่น        บาท            บาท เป็นต้น  แล้วแจ้งยืนยันการโอนเงินทางอีเมล์  
๕.   เมื่อได้รับแจ้งยืนยันการโอนเงินและตรวจสอบถูกต้องแล้ว  จะดำเนินการส่งพระให้ตามชื่อที่อยู่ที่แจ้งมาทาง EMS เพื่อตรวจสอบได้
๖.   พระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุวัดป่ายาง เท่าที่หาบูชาได้มา ส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพเดิม คือ มีคราบดิน คราบสนิมเขียว ติดแน่น และมีฝุ่น ทราย   หากประสงค์จะล้างขอให้นำไปล้างด้วยตนเองเพื่อเป็นประสบการณ์ตรง   ผมเพียงตรวจสอบให้ว่าองค์พระไม่ชำรุดเท่านั้น


๗.   เมื่อได้รับพระแล้ว กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยเพื่อตรวจสอบว่าไม่ตกหล่นหรือสูญหาย

ของดการบูชาไว้ก่อนครับ (๒๖ มกราคม ๒๕๕๘)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------


เพิ่มเติมภาพ (๑๒ มกราคม ๒๕๕๘)


องค์แรกด้านบน เมื่อนำมาล้างจนเห็นเนื้อพระมากขึ้นแล้ว
แต่ก็ยังไม่สามารถล้างคราบกรุและรักออกได้หมด  ติดแน่นมาก ๆ
คงต้องใช้หลายวิธีการผสมผสานกัน









----------------------------------------------------------------------------------------------------



ข้อมูลเพิ่มเติม (๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)

หลายท่านสนใจไต่ถามถึงพระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุวัดป่ายาง ขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วครึ่ง   วันนี้พอมีเวลาจึงนำภาพมาลงให้ชม










พุทธลักษณะได้รับอิทธิพลของศิลปะทวารวดียุคที่สองอยู่มาก กล่าวคือ   พระขนง (คิ้ว) ต่อกันเป็นรูปปีกกา   พระเกตุมาลา (พระรัศมีซึ่งเปล่งอยู่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า) เป็นต่อมนูนใหญ่และสั้น   พระพักตร์ (ใบหน้า) แบนกว้าง   พระเนตร (ดวงตา) โปน   พระหนุ (คาง) ป้าน   พระนลาฎ (หน้าผาก) แคบ   พระนาสิก (จมูก) ป้านใหญ่   พระโอษฐ์ (ปาก) หนา   พระหัตถ์และพระบาทใหญ่








นอกจากขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วครึ่ง   ยังพบขนาดหน้าตัก ๔ นิ้วครึ่ง ตามภาพที่ลงให้ชมด้านล่าง   และทราบมาว่ามีขนาดอื่นด้วย เช่น ๙ นิ้ว   แต่ยังไม่เคยเห็นครับ





















---------------------------------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลเพิ่มเติม ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘

การลงพื้นที่จริง ได้สำรวจ ได้ค้นหา เกิดประสบการณ์ตรง และตอบข้อสงสัยได้หลายประการ   ข้อมูลบางส่วนได้จากชาวบ้าน จากคนที่เห็นการขุดพบกรุพระ และบางส่วนได้จากจิตสัมผัส (ไม่ใช่จิตสัมผัสของผมเอง ขอไม่เปิดเผย)    ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากการบอกกล่าวซักถามและจากจิตสัมผัสสอดคล้องตรงกัน

ประการแรก ที่เข้าใจว่าสถานที่ที่ค้นพบอยู่หลังเทศบาลตำบลแม่สายประมาณ ๓๐๐ เมตร และห่างวัดป่ายางประมาณ ๑๐๐ เมตร นั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน (กรุณาดูจากแผนที่)   






จากถนนพหลโยธิน เลี้ยวเข้าถนนป่ายาง ซึ่งอยู่ตรงข้ามที่ว่าการอำเภอแม่สาย ตรงเข้าไปประมาณ ๕๐๐ เมตร   สถานที่ที่ขุดค้นพบอยู่ด้านขวามือ อยู่ระหว่าง ป่ายางซอย ๑๐ และ ป่ายางซอย ๑๑   ปัจจุบันเป็นอาคารชั้นเดียว ๓ คูหา เป็นที่ทำการของ ศูนย์ อ.ป.พ.ร. ช.ร.บ.  กลุ่มพัฒนาสตรี  และอาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน   อยู่ก่อนถึงวัดป่ายางเกือบ ๑ กิโลเมตร พิกัด GPS โดยประมาณ N 20 25.502  E 099 53.313   แสดงข้อบ่งชี้ประการแรกว่า พระที่ขุดค้นพบไม่น่าจะใช่ “กรุวัดป่ายาง” เสียแล้ว   เพราะด้วยระยะห่างขนาดนี้   อาณาบริเวณวัดแต่เดิมต่อให้กว้างขวางกว่าปัจจุบันก็ไม่น่าจะครอบคลุมถึง    (ผมทราบข้อมูลในทางจิตอยู่ก่อนแล้วว่า พระที่ขุดค้นพบ เป็นพระอะไร และสร้างเมื่อใด ?   แล้วจะชี้แจงขยายความให้ทราบต่อไป)

เดิมที่ดินบริเวณนี้เป็นที่ฝังศพมาช้านาน   เมื่อทำเป็นตลาดก็ไม่มีคนเข้าไปค้าขาย   ต่อมาชุมชนป่ายางจึงสร้างอาคารเป็นที่ทำการสาธารณสุขมูลฐาน   ตามภาพที่เห็นคือ อาคารสีขาวเส้นขอบสีส้ม และอาคารสีโอโรส หลังคาจั่ว




นี่เป็นภาพจาก Google ซึ่งเป็นภาพเก่า   ต่อมาประมาณเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม ๒๕๕๗ ชุมชนป่ายางดำเนินการรื้อถอนอาคารเดิมเพื่อสร้างอาคารหลังใหม่เป็นอาคารชั้นเดียว ๓ คูหา เป็นที่ทำการของ ศูนย์ อ.ป.พ.ร. ช.ร.บ.  กลุ่มพัฒนาสตรี  และอาสาสมัครสาธารณสุขมูลฐาน ตามที่กล่าวถึงข้างต้น (ตามภาพด้านล่าง)


เมื่อคนงานพม่า ๒ คน ช่วยกันขุดดินลึกลงไปจึงพบกรุพระ   โดยพระถูกบรรจุอยู่ในไหหลายใบ   แต่ละไหมีพระสิงห์ ๑ ขนาดหน้าตัก ๓ หุนครึ่ง ประมาณ ๕,๐๐๐ องค์   และประมาณว่าคนงานพม่าแอบลักลอบนำเอาไป ๙ ไห  ที่เหลืออยู่พบเพิ่มเติมอีก ๖ ไห    ผู้ใหญ่บ้านให้ปิดเงียบ เกรงว่าชาวบ้านจะพากันไปขุดจนหมด   ทำให้ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงกลับไม่ทราบเรื่อง บางคนยังเชื่อว่าเป็นเรื่องกุขึ้นมาเพื่อขายพระ   แต่เรื่องนี้กลับเป็นข่าวพูดปากต่อปากดังออกไปวงนอก   แม้กระทั่งชาวต่างชาติยังเข้ามากว้านซื้อ ทั้งมาเลเซียและพม่า   โดยเฉพาะพม่าให้คนมาติดต่อหาทั้งองค์เล็กองค์ใหญ่   มีเท่าไหร่เอาหมด และนำออกไปมากแล้ว !!!   ส่วนหนึ่งนำไปปล่อยต่อในราคาสูง   

พื้นที่บริเวณด้านหลัง เป็นที่สาธารณะของชุมชนป่ายาง   มีอาคารที่ทำการของหน่วยงาน เช่น อาคารศูนย์สุขภาวะชุมชนประจำอำเภอแม่สาย  ศูนย์พุทธสมาคม  ศูนย์ลูกเสือป่ายาง หมู่ที่ ๘  สถานพยาบาลแพทย์แผนไทย เป็นต้น

สำหรับคนงานพม่าที่ลักลอบนำพระออกไปไม่ได้นำกลับข้ามไปฝั่งพม่า (คงจะเป็นการยาก)   แต่ได้เก็บไว้แล้วรอเวลานำมาปล่อยขาย   ส่วนหัวหน้าคนงานหรือผู้ที่ดำเนินการขุด (จำชื่อไม่ได้) คนหนึ่งได้เสียชีวิตภายหลังมีการขุดค้นพบได้ ๑๐ วัน !!!
พระสิงห์ ๑ ขนาดหนักตัก ๓ หุนครึ่ง ส่วนใหญ่เป็นเนื้อ สำริด หรือ สัมฤทธิ์   สีคล้ายทองเหลือง   ทองเหลืองมิใช่แร่ที่มีโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากการประสมระหว่างทองแดงและสังกะสีเป็นส่วนประกอบหลัก   โดยมีสังกะสีระหว่างร้อยละ ๕ ถึง ๔๕   ส่วนสำริดเกิดจากการประสมระหว่างทองแดงและดีบุกเป็นส่วนประกอบหลัก   และบางครั้งก็มีธาตุอื่น เช่น ฟอสฟอรัส แมงกานีส อะลูมิเนียม หรือซิลิกอน   ที่กล่าวว่าเป็นสำริดเนื่องจากเนื้อพระแข็งกว่าทองเหลืองโดยทั่วไปมาก   ซึ่งแสดงว่าองค์ประกอบคงมิใช่มีเพียงทองแดงและสังกะสี   แต่มีธาตุอื่นประสมอยู่ด้วย   หรืออาจจะเรียกว่า สำริดทองเหลือง   ที่นี้เมื่อกล่าวถึงส่วนใหญ่แสดงว่ามีส่วนน้อยที่เป็นเนื้ออื่น   ...ใช่ครับ   ทราบจากหลายปากว่า มีเนื้อทองคำ ด้วย   และข้อมูลทางจิตก็ยืนยันเช่นนั้น   และเป็นเรื่องแปลกที่มีหญิงต่างชาติเข้ามาถามหาพระกรุป่ายางนี้โดยเน้นหาแต่องค์ที่มีสนิมสีแดง   เธอพูดว่าคนมาเลเซียให้มาหา...   คนที่ให้มาหาต้องมีความรู้ในเรื่องพระโลหะพอควรว่า สนิมทองคำนั้นเป็นสีแดง – น้ำตาล !!!

นอกจากพระสิงห์ ๑ แล้ว ยังพบพิมพ์พระอื่น ๆ เช่น พระเชียงแสนซาวแปด พระเชียงแสนปรกโพธิ์ เหรียญ ดาบยาว

พระเชียงแสนซาวแปดและพระเชียงแสนปรกโพธิ์ มีลักษณะคล้ายภาพจากหนังสือนี้

ยังมีข้อมูลสำคัญหลายอย่างทั้งที่เปิดเผยได้และเปิดเผยไม่ได้   ไว้มีเวลาจะนำส่วนที่เปิดเผยได้มาเล่าให้ฟังต่อ   ที่สำคัญขณะนี้ ..... ท่านใดที่มีใจรักสะสมหรือบูชา พระเครื่อง พระบูชา ด้วยจิตศรัทธาในพุทธศาสนา แนะนำอย่างที่สุด ให้หามาบูชา ก่อนที่จะหาได้ยากยิ่งหรือราคาสูงจนเกินเอื้อม   จะหาได้จากที่ใดก็สุดแล้วแต่   บอกได้เท่านี้ก่อน   ..... แล้วแต่บุญวาสนา

----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลเพิ่มเติม (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)

พระสิงห์ ๑ กรุป่ายาง ขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว ที่ขุดค้นพบมีทั้งหมด ๓ พิมพ์ คือ พิมพ์ฐานเตี้ย พิมพ์ฐานบัว และพิมพ์ฐานสามขา หรืออาจจะเรียกว่า พิมพ์ฐานเตี้ย พิมพ์ฐานกลาง และพิมพ์ฐานสูง ก็ได้   เมื่อวัดขนาดหนักตักจริงแล้ว สำหรับพิมพ์ฐานเตี้ย วัดได้ ๘ นิ้ว ๓ หุน   พิมพ์ฐานบัว วัดได้ ๘ นิ้วครึ่ง   และพิมพ์ฐานสามขา วัดได้ ๘ นิ้ว
ครึ่ง ...อีกแล้ว  ไม่เต็ม ๙ นิ้ว   ..... ชมภาพกันก่อนครับ

พระสิงห์ ๑ กรุป่ายาง หน้าตัก ๘ นิ้ว ๓ หุน พิมพ์ฐานเตี้ย
















พระสิงห์ ๑ กรุป่ายาง หน้าตัก ๘ นิ้วครึ่ง พิมพ์ฐานบัว
















พระสิงห์ ๑ กรุป่ายาง หน้าตัก ๘ นิ้ว พิมพ์ฐานสามขา





















เหตุใดขนาดหน้าตักพระจึงไม่เต็ม ๑ นิ้ว ๔ นิ้ว ๕ นิ้ว ๙ นิ้ว !!!   ปัญหานี้ขบไม่ยาก   ...ในสมัยโบราณบรรพบุรุษของเรายังไม่มีเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการวัดระยะทาง เวลา พื้นที่ และปริมาตร   บางครั้งเกิดปัญหาการสื่อความหมายไม่ตรงกัน   เมื่อมีการติดต่อไปมาระหว่างชุมชน มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำให้ต้องมีหน่วยการวัดและเครื่องมือที่ใช้ในการวัดที่ชัดเจนเพื่อสื่อความหมายได้ตรงกันมากขึ้น
               
การวัดความยาวมีวิวัฒนาการเป็นลำดับคร่าว ๆ โดยในระยะแรก ๆ มีการใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเป็นเกณฑ์อ้างอิง เช่น  ๑ นิ้ว , ๑ คืบ , ๑ ศอก , ๑ วา   แต่ก็ยังไม่สามารถบอกความชัดเจนได้อยู่ดี เพราะ คืบ , ศอก , วา ของแต่ละชุมชนที่ใช้ในการวัดยาวไม่เท่ากัน   ต่อมาจึงได้พัฒนาหน่วยการวัดให้เป็นมาตรฐานสากลที่นิยมใช้กัน คือ
- ระบบอังกฤษ  จะมีหน่วยวัดความยาวเป็น นิ้ว , ฟุต , หลา  และ ไมล์ เป็นต้น
- ระบบเมตริก  ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๓๖ กำหนดหน่วยความยาวเป็น เซนติเมตร , เมตร และ กิโลเมตร เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัดโดยใช้หน่วยการวัดของระบบเมตริก
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kr.ac.th/ebook2/apichat/02.html

จะเห็นได้ว่า มาตราวัดความยาวที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันเพิ่งกำหนดเป็นมาตรฐานในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๔ - ๒๕ นี่เอง   ในอดีตกาลไม่ได้วัดขนาดหน้าตักพระเป็นนิ้วตามมาตราวัดมาตรฐานอย่างที่เราใช้ในปัจจุบัน   การวัดขนาดหน้าตักพระเป็นนิ้วตามมาตราวัดมาตรฐานดังกล่าว ว่าขนาดใดจึงจะเป็นขนาดที่เหมาะสมและเป็นมงคล คงวัดได้กับเฉพาะพระที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเริ่มรัตนโกสินทร์เป็นต้นมาเท่านั้น  

จากขนาดหน้าตักพระสิงห์ ๑ กรุป่ายาง ที่วัดได้ ๓ หุนครึ่ง  ๓ นิ้วครึ่ง  ๔ นิ้วครึ่ง  ๘ นิ้ว  ๘ นิ้วครึ่ง และ ๘ นิ้ว ๓ หุน  จะเห็นว่าเป็นสัดส่วนที่มีความตั้งใจกำหนด   มิใช่ทำขึ้นตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้   แสดงให้เห็นว่าพระสิงห์ ๑ กรุป่ายาง ไม่ได้ใช้มาตราวัดเป็นนิ้วตามมาตรฐานปัจจุบัน   แต่ใช้หน่วยวัดเป็นของตนเอง โดยอาจใช้ความยาวข้อนิ้วมือของช่าง หรืออาจมีมาตราวัดเป็นของตนเองในยุคนั้น


และนี่เป็นหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า พระกรุป่ายางนี้สร้างมาก่อนยุครัตนโกสินทร์ !!!     แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อครับ

------------------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลเพิ่มเติม (๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘)

การลงพื้นที่สืบหาข้อมูลนอกจากจะได้สัมผัสกับชาวบ้านในพื้นที่ ผู้เห็นเหตุการณ์การขุดค้นพบพระกรุป่ายางแล้ว   ยังได้สอบเปรียบเทียบกับข้อมูลกับที่ได้รับจากทางจิตอีกด้วย   ผลปรากฏว่าข้อมูลตรงกันดั่งเห็นด้วยตา   ทั้งเรื่องตำแหน่งที่ขุดพบ ลักษณะของหลุมที่ขุด และลักษณะพระที่พบ   หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล นั่งเทียน หรือเพ้อเจ้อ   หรืออาจคิดว่าเป็นการกุเรื่องขึ้นมาเพื่อขายพระ   ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่ผมจะเปิดเผยข้อมูลสำคัญ จึงได้งดการสืบหาบูชาพระให้แก่สมาชิกที่ติดตามบล็อคนี้ไปก่อนแล้วตั้งแต่ ๒๖ มกราคม ๒๕๕๘   บางท่านอาจเพิ่งเปิดเข้ามาเห็นข้อมูลหรือบางท่านเห็นอยู่แล้วแต่ไม่สนใจ แล้วมาสนใจภายหลัง ก็คงต้องติดตามหาบูชากันเอาเอง   หรือถ้าท่านใดต้องการให้ผมหาบูชาให้อีกคงต้องพูดคุยไต่ถามกันเป็นราย ๆ ไป   ไม่ได้เปิดรับที่หน้าเว็บบล็อคนี้อีก     เรื่องทางจิตเป็นเรื่องที่รับรู้ได้เฉพาะตน   จะไปบอกให้คนอื่นรับรู้รับสัมผัสด้วยไม่ได้   หากผู้ใดไม่อาจรับฟังได้หรือคิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล  ก็ขอให้คิดซะว่าผมกำลังเล่านิทานให้ฟังแล้วกัน

“พระกรุป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย สร้างขึ้นเมื่อปี พุทธศักราช ๑๒๖๗  หรือเป็นเวลากว่า ๑๒๙๐ ปี ล่วงมาแล้ว    พระพักตร์ขององค์พระสิงห์ ๑ ขนาดหน้าตัก ๓ หุนครึ่ง เป็นพระพักตร์ของ  พระเจ้าสุทโธทนะ  พระบิดาของพระพุทธเจ้าสมณโคดม (พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน)   ท่านชอบนั่งบำเพ็ญในอิริยาบทดังที่เห็นนี้หรือที่เรียกว่า ปางมารวิชัย   ผู้ที่สร้างเป็นเชื้อพระวงศ์ในรุ่นหลัง ๆ ของท่าน   สถานที่ที่ค้นพบนี้เคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์โบราณ มีอุโมงค์และป่าเขา มีอาณาบริเวณเป็นรูปวงรี   พลังพุทธคุณที่บรรจุในองค์พระมีอยู่อย่างสูงล้ำเกินกว่าที่จะประเมินค่า   หากนั่งสมาธิโดยหงายฝ่ามือ แล้ววางองค์พระไว้กลางฝ่ามือ จะช่วยให้เข้าสู่ฌาณได้รวดเร็ว   พระบางองค์ถูกบรรจุพระธาตุของพระองค์ไว้   บางองค์บรรจุแผ่นลักษณะเหมือนตาลปัตร   ทุกองค์จึงมีพลังศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอย่างสูงยิ่ง”

ที่ว่าองค์พระมีการบรรจุพระธาตุไว้นั้น ไม่ใช่มีแต่เฉพาะพระสิงห์ ๑ ขนาดหน้าตัก ๓ หุนครึ่งเท่านั้น   เพราะพบหลักฐานโดยบังเอิญว่ามีพระธาตุบรรจุอยู่ภายในเศียรพระสิงห์ ๑ ขนาดหน้าตัก ๘ นิ้วครึ่ง ด้วย !!!


รูที่เศียรพระ ซึ่งพระธาตุหลุดออกมาจำนวนหนึ่ง  




พระธาตุพระเจ้าสุทโธทนะ

(ได้ภาพมาไม่ชัด หากมีโอกาสถ่ายภาพใหม่จะนำมาลงภายหลัง)


เมื่อสืบค้นเปรียบเทียบข้อมูลทางประวัติศาสตร์แล้วพบว่า   พื้นที่บริเวณที่ค้นพบพระกรุนี้เคยถูกปกครองด้วยราชวงศ์ต่าง ๆ มาหลายยุคหลายสมัย .....     หลังจาก นครโยนกนาคพันธุ์ ถูกถล่มด้วยแผ่นดินไหวล่มสลายลง เมื่อปี พ.ศ. ๑๐๘๘ ก็สิ้น ราชวงศ์สิงหนวัติ    จากนั้นอีกหลายปี บรรดาชุมชนบริเวณรอบ ๆ ที่หลงเหลืออยู่จึงต้องหาผู้นำใหม่   ปรากฏว่าได้ "ขุนลัง" เป็นผู้นำ ก่อนจะย้ายศูนย์กลางการปกครองมาตั้งบนเวียงริมฝั่งแม่น้ำโขง   ปกครองด้วยการประชุมหารือกันในหมู่หัวหน้าชุมชน   ทำให้เวียงแห่งใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า "เวียงปรึกษา"   วิธีปกครองแบบปรึกษาซึ่งนักวิชาการบางท่านก็จะคิดว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยครั้งแรกในเมืองไทยนี้ สามารถใช้มาจนถึง พ.ศ. ๑๑๘๑ เป็นเวลาถึง ๙๓ ปี ก่อนที่ พระยากาฬวรรณดิศราช หรือ พญาอนิรุทธ กษัตริย์แห่งทวารวดีจะเสด็จขึ้นมาสนับสนุน "พญาลวจักรราช" (ผู้มีเชื้อสายของปู่เจ้าลาวจก หรือผู้ที่ขายดอยตุงให้นครโยนกนาคพันธุ์ สร้างพระธาตุดอยตุง) ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ราชวงศ์ใหม่แทนราชวงศ์สิงหนวัติ   พระองค์ทรงตั้งชื่อราชวงศ์ใหม่ของพระองค์ว่า ราชวงศ์ลวจักรราช หรือ ราชวงศ์ลาว
หลังจากขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงเปลี่ยนนามจากเวียงปรึกษาเป็น เมืองหิรัญนคร โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณ แม่น้ำสาย และดอยตุง ในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย   
พระยาลวจักรราช นั้น คาดว่าเดิมมีอำนาจอยู่ใน เมืองเชียงลาว บริเวณดอยตุง และ แม่น้ำสาย ต่อมาจึงได้ขยายมาสู่เมืองเงินยาง หรือ เงินยัง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง   พระองค์ มีราชบุตร ๓ พระองค์ ได้แก่ ลาวครอบ ลาวช้าง และ ลาวเก๊าแก้วมาเมือง โดยให้บุตรของพระองค์ครองเมืองดังนี้
ลาวครอบ ครอง เมืองเชียงของ
ลาวช้าง ครอง เมืองยอง
ลาวเก๊าแก้วมาเมือง ครอง เมืองเชียงลาว สืบต่อมา

เมืองหิรัญนคร (โดยประมาณเพียงให้เห็นภาพ)

ราชวงศ์นี้มีกษัตริย์สืบต่อมาถึง ๒๔ องค์ ในระหว่างนั้นหลายองค์ได้มีการส่งราชบุตรของตนออกไปครองเมืองต่าง ๆ เช่น พะเยา เชียงของ เชียงคำ ล้านช้าง น่าน ฯลฯ   ดังนั้น เมืองทั้งหลายเหล่านี้จึงเป็นเครือญาติกัน
ต่อมาในสมัยพระเจ้าลาวเคียง พระองค์ได้สร้าง เมืองเงินยาง หรือ เมืองเชียงแสน (คือเวียงเชียงแสนในปัจจุบัน) และย้ายเข้าไปปกครองที่นั่น   มีกษัตริย์ปกครองสืบเนื่องมาอีกถึง ๖๒๑ ปี รวม ๒๔ รัชกาล
ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อ พญาลาวเมง พระบิดาของ พญามังราย สร้างเมืองเชียงราย   และพญามังรายขึ้นครองราชเป็นกษัตริย์พระองค์ที่ ๒๕ ของหิรัญนครเงินยางเชียงแสนในปี พ.ศ. ๑๘๐๕   พระองค์ทรงมีแนวพระราชดำริจะรวบรวมแคว้นน้อยใหญ่ในอาณาบริเวณเดียวกันให้เป็นปึกแผ่น   เมื่อพระองค์ได้ทรงขึ้นครองราช พระองค์ก็ได้โปรดให้เมืองเชียงรายเป็นราชธานีแห่งใหม่   เป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ลวจักรราช แห่ง หิรัญนครเงินยาง เริ่มต้น ราชวงศ์มังราย แห่งอาณาจักรล้านนา

รายพระนามกษัตริย์ผู้ครองเมืองเชียงแสน
ยุคเมืองหิรัญนคร
1.                  พญาลวจักราช (ลาวจก)
2.                  พญาลาวเก๊าแก้วมาเมือง
3.                  พญาลาวเส้า (ลาวเสา)
4.                  พญาลาวตัง (ลาวพัง)
5.                  พญาลาวกลม (ลาวหลวง)
6.                  พญาลาวเหลว
7.                  พญาลาวกับ
8.                  พญาลาวคิม (ลาวกิน)

ยุคเมืองเงินยาง
1.                  พญาลาวเคียง
2.                  พญาลาวคิว
3.                  พญาลาวเทิง (ลาวติง)
4.                  พญาลาวทึง (ลาวเติง)
5.                  พญาลาวคน
6.                  พญาลาวสม
7.                  พญาลาวกวก (ลาวพวก)
8.                  พญาลาวกิว (ลาวกวิน)
9.                  พญาลาวจง
10.             พญาจอมผาเรือง
11.             พญาลาวเจิง (ลาวเจื๋อง)
12.             พญาลาวเงินเรือง
13.             พญาลาวซิน (ลาวชื่น)
14.             พญาลาวมิง
15.             พญาลาวเมือง (ลาวเมิง)
16.             พญาลาวเมง (พระบิดาพญามังราย แห่งล้านนา)

ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/

จะเห็นได้ว่า   เมืองหิรัญนคร เดิมมีศูนย์กลางอยู่ที่ เมืองเชียงลาว หรือคือบริเวณ แม่น้ำสาย และดอยตุง ในเขตอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย    มี พญาลวจักรราช เป็นเจ้าครองนครเริ่มแต่ประมาณปีพุทธศักราช ๑๑๘๑    มีกษัตริย์ปกครองเมืองเชียงลาวสืบต่อมา คือ พญาลาวเก๊าแก้วมาเมือง และ พญาลาวเส้า (ลาวเสา) ตามลำดับ   ดังนั้นพระกรุป่ายางนี้คงอยู่ในอาณาบริเวณของเมืองเชียงลาวในอดีต   และในปีพุทธศักราช ๑๒๖๗ ซึ่งมีการสร้างพระขึ้นมา น่าจะอยู่ในรัชสมัยของ พญาลาวเก๊าแก้วมาเมือง หรือไม่ก็ พญาลาวเส้า (ลาวเสา)  หรือหากปีพุทธศักราชคลาดเคลื่อน อาจอยู่ในรัชสมัยของพญาลวจักรราช และเป็นการสร้างพระเพื่อเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์เริ่มต้นราชวงศ์ใหม่ก็เป็นได้     นอกจากนี้เป็นที่สังเกตได้ว่า หลังจากสิ้นราชวงศ์สิงหนวัติแล้ว   การขึ้นครองราชย์ของพญาลวจักรราช เริ่มต้นราชวงศ์ใหม่นั้น มี พระยากาฬวรรณดิศราช หรือ พญาอนิรุทธ กษัตริย์แห่งทวารวดีเสด็จขึ้นมาสนับสนุนด้วย   แสดงว่าเมืองหิรัญนครน่าจะอยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งอาณาจักรทวารวดีไม่มากก็น้อย   นี่จึงเป็นเค้ามูลสำคัญว่า เหตุใดพระสิงห์ ๑ ขนาดหน้าตัก ๓ นิ้วครึ่ง จึงมีอิทธิพลของศิลปะทวารวดีผสมผสาน

ทวารวดี เป็นคำภาษาสันสกฤต เกิดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ โดยนายแซมมวล บีล (อังกฤษ: Samuel Beel) ได้แปลงมาจากคำว่า โถโลโปตี (อังกฤษ: Tolopoti) ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนจิ้นฮง (อังกฤษ: Hiuantsang) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวว่า   โถโลโปตี เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร (พม่า) และอาณาจักรอิศานปุระ (เขมร)   เขาสรุปว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทย (สยาม) ปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่น ๆ ที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลโปติ (อังกฤษ: Tchouanlopoti) หรือ เชอโฮโปติ (อังกฤษ: Chohopoti) ว่าคือ อาณาจักรทวารวดี ด้วย
จดหมายเหตุของภิกษุจีนชื่อ เหี้ยนจั๋ง หรือ พระถังซัมจั๋ง (Hieun Tsing) ซึ่งเดินทางจากเมืองจีนไปประเทศอินเดียทางบก ราวพุทธศักราช ๑๑๗๒  ๑๑๘๘  และพระภิกษุจีนชื่อ อี้จิง (I-Sing)  ซึ่งเดินทางไปอินเดียทางทะเลในช่วงเวลาต่อมานั้น   ได้เรียกอาณาจักรใหญ่แห่งนี้ตามสำเนียงชนพื้นเมืองในอินเดียว่า โลโปตี้”  หรือ “จุยล่อพัดดี้” (ทวารวดี)     พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้กล่าวถึงดินแดนแห่งนี้ไว้ว่า สามารถเดินเรือจากเมืองกวางตุ้งถึงอาณาจักรทวารวดีได้ในเวลา ๕ เดือน
ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (พุทธศักราช ๒๔๖๘) และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พุทธศักราช ๒๔๖๙) เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณและโบราณวัตถุสถานต่าง ๆ ที่พบมากมาย โดยเฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งงานศิลปกรรมที่พบนั้นว่า คือ ดินแดนแห่งอาณาจักรทวารวดี และศิลปะแบบทวารวดี   โดยใช้เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรตามบันทึกจีนกับอายุของบันทึก และอายุของงานศิลปกรรมที่ตรงกัน    อาณาจักรทวารวดีจึงกลายเป็นอาณาจักรแรกในดินแดนไทย กำหนดอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖

ขอบคุณข้อมูลจาก

ในช่วงเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันกับการสร้างพระของเมืองหิรัญนครนี้   ในเมืองอื่นก็มีการสร้างพระที่สำคัญด้วยเช่นกัน กล่าวคือ   พระนางจามเทวี (ประมาณพุทธศักราช ๑๑๗๖ - ๑๒๗๔) ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรหริภุญชัย หรือเมืองลำพูนในปัจจุบัน ซึ่งกล่าวกันว่าท่านเป็นผู้สร้าง พระรอดลำพูน   ท่านเป็นพระราชธิดาแห่งละโว้ซึ่งขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย   โดยมีตำนานกล่าวไว้ว่า   การเดินทางจากละโว้ไปสู่เมืองลำพูนนั้น พระนางได้เชิญพระเถระ ๕๐๐ รูป หมู่ปะขาวทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล ๕๐๐ คน บัณฑิต ๕๐๐ คน หมู่ช่างแกะสลัก ๕๐๐ คน ช่างแก้วแหวน ๕๐๐ คน พ่อเลี้ยง ๕๐๐ คน แม่เลี้ยง ๕๐๐ คน หมู่หมอโหรา ๕๐๐ คน หมอยา ๕๐๐คน ช่างเงิน ๕๐๐ คน ช่างทอง ๕๐๐ คน ช่างเหล็ก ๕๐๐ คน ช่างเขียน ๕๐๐ คน หมู่ช่างทั้งหลายต่าง ๆ อีก ๕๐๐ คน และช่างโยธา ๕๐๐ คน  ให้ร่วมเดินทางกับพระนางเพื่อไปสร้างบ้านแปงเมืองแห่งใหม่ให้มั่นคงยิ่งขึ้น   โดยเดินทางด้วยการล่องเรือไปตามแม่น้ำปิง กินระยะเวลานาน ๗ เดือน   พร้อมกันนี้พระนางยังได้เชิญพระพุทธรูปสำคัญมาด้วย ๒ องค์ คือ
) พระแก้วขาว ซึ่งว่ากันว่าเป็นองค์เดียวกับที่ประดิษฐาน ณ วัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ ในปัจจุบัน
) พระรอดหลวง ซึ่งประดิษฐานที่วัดมหาวัน จังหวัดลำพูน
ขอบคุณข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/

ส่วนทางภาคใต้ก็มีประวัติอาณาจักรศรีวิชัย และตำนานพระแก้วมรกตของไทย ซึ่งกล่าวถึงการสร้าง “พระแก้วมรกต” ขึ้นในปลายรัชกาลพระอินทร์ เมื่อประมาณ พุทธศักราช ๑๒๖๐ - ๑๒๗๐ ที่นครโพธิ์ไชยา
ขอบคุณข้อมูลจาก

ข้อมูลทางประวัติศาสตร์อีกส่วนหนึ่งระบุว่า   ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวอยู่ในยุคของ อาณาจักรโยนกนาคนคร หรือ โยนกนาคพันธุ์ หรือ โยนกนาคพันธุ์บุรีศรีช้างแสน  ไม่ใช่ยุคของเมืองหิรัญนคร  ก็ฟังไว้เป็นข้อมูล  เช่น

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า ยุคที่มีการสร้างพระกรุป่ายางนี้เป็นยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ฝังรากลึกลงในดินแดนสุวรรณภูมิอย่างมั่นคง   หากพิจารณาพุทธศิลป์และความปราณีตในการสร้างพระสิงห์ ๑ กรุป่ายางนี้แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า   ช่าง ผู้สร้างมีความบรรจงในการรังสรรค์พิมพ์พระได้อย่างสง่างาม อ่อนช้อย นุ่มนวล ละเอียดละออ  แลดูสงบ แต่น่าเคารพเกรงขามอยู่ในที   ระดับฝีมือเช่นนี้อย่าว่าแต่ในปัจจุบันเลย เมื่อพันกว่าปีก่อนจะหาช่างชาวบ้านที่ไหนมาบรรจงสร้างได้เช่นนี้เล่า ถ้าไม่ใช่ช่างหลวง   พระที่มีความงดงามอย่างที่สุดในพุทธศิลป์  สูงล้ำด้วยพลังแห่งพุทธคุณ  ก่อกำเนิดในดินแดนแห่งธรรม  ประวัติและเจตจำนงการสร้างอันสูงส่ง   จึงมีความล้ำค่าอย่างที่สุดในแดนสยาม  



พระสิงห์ ๑ หิรัญนครเงินยาง ปางพระเจ้าสุทโธทนะ