วันศุกร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2558

พระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุวัดป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

พระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุวัดป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

วันนี้ขอขั้นรายการสักเล็กน้อย เนื่องจากเห็นว่าข้อมูลพระที่นำมาลงนี้น่าจะเป็นประโยชน์ และข้อมูลบางอย่างท่านอาจไม่เคยเห็นหรือไม่สามารถหาความจริงได้จากเซียนพระ  ด้วยการพยายามปกปิดข้อมูลความจริงบางส่วน  แม้แต่ภาพถ่ายก็ไม่มีความคมชัดเพียงพอเพราะไม่ต้องการให้เห็นจุดที่เป็นเคล็ดลับ   นอกจากนี้พระที่ขุดค้นพบถือได้ว่ามีคุณค่าสูง เป็นมรดกในแผ่นดินสยาม

พระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุวัดป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นี้ถูกขุดพบหลังเทศบาลตำบลแม่สายประมาณ ๓๐๐ เมตร ห่างวัดป่ายางประมาณ ๑๐๐ เมตร   เข้าใจว่าจุดที่ขุดพบเคยเป็นอาณาเขตของวัดมาก่อน   จำนวนที่พบมากกว่าสองหมื่นองค์   มีขนาดบูชาหน้าตัก ๓ นิ้วครึ่ง  และขนาดห้อยคอหน้าตักประมาณ ๓ หุนครึ่ง   มีผู้ให้ข้อมูลว่า กรุแตกในช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง กันยายน ๒๕๕๗




องค์พระที่นำภาพมาลงเป็นขนาดหน้าตัก ๓ หุนครึ่ง เลี่ยมขึ้นคอได้   สภาพโดยทั่วไป ปรากฏคราบดินและสนิมเขียวปกคลุมที่ด้านนอกทั้งองค์   ดินมีลักษณะแห้ง แข็ง เกาะติดแน่น   สนิมเขียวบางแห่งอยู่ปะปนกับดินหรือขึ้นปกคลุมดินอีกทีหนึ่ง  บางแห่งส่องเห็นเป็นเม็ดแมงลัก ไข่แมงดา   บางแห่งมีลักษณะเงาสดคล้ายสีหรือวัสดุเหลวสีเขียวเคลือบไว้  แต่ใช้ทินเนอร์ล้างไม่ออก แสดงว่าไม่ใช่สี







ใต้ฐานเว้าลึกเข้าไป แต่ด้านซ้ายขององค์พระจะปิดส่วนหนึ่ง






อีกองค์หนึ่ง เมื่อนำมาล้างแล้วจะพบว่าเนื้อพระมีสีทอง ลึกกว่าสีทองเป็นสีทองแดง น่าจะเป็นการเล่นแร่แปรธาตุของอาจารย์ผู้เรืองวิชาในสมัยโบราณ  ผิวพระเป็นเส้น ๆ เหมือนลายผ้า   พุทธลักษณะเป็นพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ ๑  พระพักตร์และพระอุระนูนหนา สังฆาฏิสั้น ขัดสมาธิเพชร ปางมารวิชัย

ชั้นของผิวที่ปกคลุม ชั้นแรกเห็นได้ชัดว่าเป็นสนิมเขียว  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสนิมเขียวที่ปกคลุมด้านนอกที่เห็นในองค์ก่อนที่จะทำการล้างนั้น เป็นสนิมเขียวที่ถูกดันออกมาจากด้านใน ผ่านชั้นของรักและชั้นดินที่ปกคลุมองค์พระอีกทีหนึ่ง   บ่งว่าองค์พระถูกบ่มอยู่ในชั้นดินผ่านกาลเวลาอันยาวนาน   และสนิมเขียวยังบ่งว่าเนื้อพระน่าจะเป็นสำริดหรือมีส่วนผสมของทองแดงเป็นสำคัญ


ชั้นต่อมา คือ รักสมุก (สีดำ)  ดินสีทราย  และดินสีอิฐ ตามลำดับ   การที่ดินแบ่งออกเป็นสีทรายและสีอิฐอยู่คนละชั้นต่างกันไม่น่าจะเพราะเป็นดินคนละชนิด   แต่น่าจะเกิดจากธรรมชาติ ความร้อน ความชื้น และระยะเวลาอันยาวนาน ที่ขับดันวัสดุต่างประเภทให้ออกมาอยู่ในลำดับชั้นที่ต่างกัน   เช่นเดียวกับที่สนิมเขียวส่วนหนึ่งถูกดันให้ออกมาปกคลุมด้านนอกสุดขององค์พระ







จากบทวิเคราะห์พอสรุปได้ในเบื้องต้นว่า   พระกรุวัดป่ายาง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งแม้ไม่ได้ถูกขุดพบภายในบริเวณวัดในปัจจุบัน แต่ก็อยู่ในบริเวณใกล้วัดป่ายางมากที่สุด  คงพออนุโลมให้เป็นกรุวัดป่ายางไปก่อน   เป็นพระพุทธรูปเชียงแสนสิงห์ ๑ แท้ซึ่งมีอายุยาวนาน  ในเบื้องต้นคงเพียงคาดการณ์ไว้ก่อนว่าไม่น่าจะน้อยกว่า ๒๐๐ ปี   สิ่งที่จะต้องศึกษาค้นคว้าต่อไปคือ พระกรุนี้มีอายุเท่าใด สร้างสมัยใด และที่สำคัญ มีพลังพุทธคุณในด้านใดและมากน้อยเพียงใด   หากทราบข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาลงไว้เพื่อประโยชน์แก่ชาวสยามต่อไป   


------------------------------------------------------------------------------------------------------


ข้อมูลเพิ่มเติม (๑๑ มกราคม ๒๕๕๘)

จำนวนพระที่มีมากแต่ถูกแบ่งเหมาออกไปหลายทิศหลายทาง   ในพื้นที่เองเริ่มหายากและราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ    คาดว่าในระยะเวลาอันใกล้นี้คงจะหามาบูชาได้ยากหรือราคาสูงจนเกินกว่าจะหามาแบ่งปันให้แก่ญาติสนิทมิตรสหายหรือมวลสมาชิกที่ติดตามเว็บบล็อคนี้   แม้ข้อมูลขณะนี้ยังไม่ครบถ้วน แต่หากเนิ่นช้าแล้วท่านทั้งหลายคงได้แต่เพียงดูจากรูปและข้อมูลในเว็บบล็อคนี้เท่านั้น   ขณะนี้ผมยังพอจะสืบหามาบูชาได้บ้าง จึงเห็นว่าควรเป็นตัวกลางช่วยจัดหาให้แก่มวลสมาชิกที่ติดตามเว็บบล็อคนี้ที่มีความสนใจใคร่จะบูชา โดยมีเงื่อนไขดังนี้
๑.   ราคาบูชาขณะนี้ (๒๕ มกราคม ๒๕๕๘) ขนาดหน้าตัก ๓ หุนครึ่ง (เกือบ ๑ นิ้ว) องค์ละ ๘๐๐ บาท หากมีการเปลี่ยนแปลงราคาบูชาเมื่อใดจะแก้ไขราคาให้ทราบที่นี่
๒.   ค่าจัดส่ง (ค่ากล่องหรือซองกันกระแทก + ค่าไปรษณีย์)  ๗๐ บาท (ไม่เกิน ๑๐ องค์)
๓.   ต้องการบูชาจำนวนกี่องค์ติดต่อแจ้งทางอีเมล์ daddychang@gmail.com   เท่านั้น   พร้อมแจ้งชื่อ – ชื่อสกุล จริง และที่อยู่ที่จัดส่ง (ตรวจสอบให้ถูกต้องด้วย)
๔.   หากจัดหาพระให้ได้ ผมจะแจ้งยืนยันกลับทางอีเมล์พร้อมเลขบัญชีธนาคาร   ขอให้โอนเงินพร้อมจุดทศนิยม เช่น 870.01 บาท  1,670.02 บาท เป็นต้น  แล้วแจ้งยืนยันการโอนเงินทางอีเมล์  
๕.   เมื่อได้รับแจ้งยืนยันการโอนเงินและตรวจสอบถูกต้องแล้ว  จะดำเนินการส่งพระให้ตามชื่อที่อยู่ที่แจ้งมาทาง EMS เพื่อตรวจสอบได้
๖.   พระเชียงแสนสิงห์ ๑ กรุวัดป่ายาง เท่าที่หาบูชาได้มา ส่วนใหญ่จะอยู่ในสภาพเดิม คือ มีคราบดิน คราบสนิมเขียว ติดแน่น และมีฝุ่น ทราย   หากประสงค์จะล้างขอให้นำไปล้างด้วยตนเองเพื่อเป็นประสบการณ์ตรง   ผมเพียงตรวจสอบให้ว่าองค์พระไม่ชำรุดเท่านั้น

๗.   เมื่อได้รับพระแล้ว กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยเพื่อตรวจสอบว่าไม่ตกหล่นหรือสูญหาย

-----------------------------------------------------------------------------------------------------


เพิ่มเติมภาพ (๑๒ มกราคม ๒๕๕๘)


องค์แรกด้านบน เมื่อนำมาล้างจนเห็นเนื้อพระมากขึ้นแล้ว
แต่ก็ยังไม่สามารถล้างคราบกรุและรักออกได้หมด  ติดแน่นมาก ๆ
คงต้องใช้หลายวิธีการผสมผสานกัน









วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พระสมเด็จพิมพ์เกศบัวตูม

เนื้อพระประกอบด้วยปูนเพชรเป็นหลัก   และมีน้ำปูนปกคลุมผิวมากทั้งองค์   ผ่านกาลเวลาที่ยาวนานทำให้น้ำปูนหนึกแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อพระ   ผิวนวลขาวงดงามดั่งงาช้าง   แต่ทำให้มองหามวลสารได้ยากสักหน่อย   บางองค์สีเข้มอาจเพราะเคยลงรักมาก่อน  แม้สีรักสมุก (สีดำ) หลุ่นร่อนไปแล้วแต่ยังมียางอยู่   และอาจถูกบ่มจากสภาพแวดล้อมที่มีทั้งฝุ่นละออง ความชื้น หรือคราบอื่น ๆ





















วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพ

ราชบัณฑิตยสถาน
ปรก [ปฺรก] น. ซุ้มเล็ก ๆ ที่พระสงฆ์อาศัยในเวลาอยู่ปริวาส. ก. ปก, ปิด, คลุม, เช่น พระนาคปรก ผมปรกหน้า.
ปรก [ปฺรก] น. เรียกผู้นั่งภาวนาในพิธีปลุกเสก เช่น ในพิธีพุทธาภิเษกว่า คณะปรก
โพ น. ชื่อไม้ต้นชนิด Ficus religiosa L. ในวงศ์ Moraceae เป็นต้นไม้ซึ่งเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ใบรูปหัวใจ ปลายยาวคล้ายหาง ผลกินได้ ใบอ่อนและผลใช้ทำยาได้, โพศรีมหาโพธิ ก็เรียก.
โพธิ, โพธิ์  [โพทิ, โพ] น. ความตรัสรู้; ชื่อต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า, บัดนี้หมายถึงต้นไม้จําพวกโพ. (ป., ส.).

ปรกโพ หรือ ปรกโพธิ์ จึงหมายถึง ซุ้มต้นโพที่พระสงฆ์อาศัยในเวลาอยู่ปริวาส   แต่ในที่นี้ย่อมหมายถึง ปรกของต้นโพซึ่งเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พระสมเด็จพิมพ์ปรกโพเป็นอีกพิมพ์หนึ่งที่มีความงดงาม ให้ความรู้สึกสงบร่มเย็น   และเป็นพุทธานุสติให้ระลึกถึงคุณขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้และเผยแผ่คำสอนที่ดีงามให้เราปฏิบัติ

















วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความลับของผิวพระสมเด็จ

เราท่านคงทราบดีว่า พระสมเด็จของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ประกอบด้วย ปูน ผงวิเศษ มวลสารต่าง ๆ และตัวประสาน (น้ำอ้อย น้ำผึ้ง หรือตังอิ้ว)   ทราบจากการเล่าต่อ ๆ กันมา และจากตำราที่ลอกต่อ ๆ กันมา   บ้างก็บอกว่า ปูน ที่ใช้นั้นคือ ปูนเปลือกหอย ด้วยการนำเปลือกหอยมาเผา (วิธีการง่าย ๆ คือ นำเปลือกหอยแครงไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปเผาในเตาถ่านหรือใส่หม้อดินตั้งไฟเผา จนกระทั่งเปลือกหอยแครงสุก ขาว กรอบ   นำออกมาใส่ภาชนะแบบปิด แล้วใส่น้ำเข้าไปเล็กน้อย   ทิ้งไว้ไม่นานเปลือกหอยแครงจะละลายเป็นปูนขาว)   บ้างก็ว่า ปูน ที่ใช้นั้นคือ ปูนเพชร (ปูนที่เผาจากหิน)
บันทึกของพระยากัลยานุกูล (เฮง) วัดกัลยาณมิตร กล่าวเพียงว่าเป็นปูนขาว แต่ไม่ได้บอกว่านำมาจากไหน   บันทึกของพระยาทิพยโกษา (สอน อุณหนันท์) กล่าวว่า เป็นปูนเพชร   ตรียัมปวาย (พันเอกผจญ กิตติประวัติ) กล่าวว่า ได้รับความรู้จากพระอาจารย์ขวัญ วิสิฎโฐ (ศิษย์ท่านเจ้าคุณธรรมถาวร) ว่า พระสมเด็จสร้างจากปูนเปลือกหอยเผา
อาจารย์ประถม อาจสาคร กล่าวว่า พระสมเด็จสร้างจากปูนเพชร ซึ่งเกิดจากหินบนยอดเขาเมืองอันฮุย มณฑลเสฉวน ซึ่งใช้ในการปั้นหุ่นถ้วยชามเบญจรงค์ มีการนำเข้ามาจากจีนในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕   พระสมเด็จจึงมีน้ำหนัก แตกลายงาโดยธรรมชาติเหมือนเครื่องเบญจรงค์ และทนทานต่อการกัดกร่อนจากกรดอ่อน ๆ อย่างน้ำส้มสายชู   หากเป็นปูนขาวที่ได้จากเปลือกหอยเผาแล้วจะมีน้ำหนักเบา ไม่แตกลายงาโดยธรรมชาติ และไม่ทนทานต่อการกัดกร่อน ซ้ำร้ายเมื่อทำมาจากซากสัตว์เดรัจฉานแล้วก็จะไม่มีเทพสิงสถิต
จะเชื่อข้อมูลใดก็พิจารณาไตร่ตรองกันเอาเองเถิด   ถ้าใครสามารถหาวัตถุดิบได้จะทดลองสร้างพระเพื่อหาคำตอบในข้อนี้ก็จะเป็นการพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง  ดีกว่าเชื่อตามที่เขาว่ากันมา   อย่างไรก็ดี เราทราบอยู่ประการหนึ่งว่า พระสมเด็จต้องมีปูนขาวเป็นส่วนประกอบ ไม่ว่าจะเป็นปูนที่ผลิตจากอะไรก็ตาม   เนื้อพระสมเด็จจึงมีสีขาว เว้นแต่จะผสมสีอื่นลงไป   หากพบพระสมเด็จที่แตกหักหรือบิ่นก็จะพบว่าเนื้อในพระสมเด็จเป็นสีขาว  แตกต่างจากผิวภายนอก   เนื่องจากผิวพระต้องถูกกระทบจากสิ่งสัมผัสต่าง ๆ ทั้งความชี้น อากาศ ฝุ่น สกปรก เหงื่อไคล คราบมันจากผิวมนุษย์   แม้องค์พระจะถูกเก็บรักษาไว้ดีเพียงใดก็ตาม   ผิวพระจะเปลี่ยนแปลงไปจากเนื้อพระ

พระสมเด็จมีชีวิต

กล่าวเช่นนี้ อาจตกใจไปว่าพระสมเด็จเดินได้ พูดได้ หรือหายใจได้ หรืออย่างไร ?   ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งอย่างหนึ่งของพระสมเด็จของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี คือ ความสามารถในการงอกเงยหรือปกปิดรักษาผิวที่หักหรือบิ่น !!!     ความลับในเรื่องนี้จะทำให้ท่านทั้งหลายเข้าใจเรื่องผิวพระสมเด็จได้ดียิ่งขึ้น

ตามที่ได้กล่าวถึงเรื่อง “ปูน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของพระสมเด็จไปแล้วข้างต้น   ท่านทั้งหลายเคยสังเกตหรือไม่ว่า ปูน ในงานก่อสร้างต่าง ๆ มีความเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลา   ขณะที่เทปูนฉาบปูนเสร็จ กับ ผ่านไปเดือนสองเดือน ต่างกันอย่างไร   เมื่อเทปูนฉาบปูนเสร็จใหม่ ๆ สีปูนก็คือสีปูน เหมือนที่เห็นในขณะยังเป็นผงปูน   แต่หากปล่อยให้แห้งผ่านความร้อนความชื้นตามกาลเวลา   สีสันจะเปลี่ยนแปลงไป   กล่าวคือ จะเห็นเป็นสีขาว ๆ หรือสีอื่น ๆ (เกิดจากสภาพแวดล้อม) ขึ้นมาปกคลุม   เกิดจากอะไร ?   .....เกิดจากน้ำปูนข้างในดันตัวออกมาปกคลุมผิว   ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง ซึ่งเป็นพื้นปูนที่ผ่านเวลามาหลายเดือน เมื่อเจาะเข้าไปถึงเนื้อแล้วก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างเนื้อและผิว



ผิวภายนอกดูนุ่มนวลกว่าเนื้อภายใน


ฉันใดก็ฉันนั้น พระสมเด็จมีองค์ประกอบจากปูนเป็นส่วนสำคัญ   จึงเกิดปรากฏการณ์น้ำปูนงอกขึ้นปกคลุมผิวพระตามธรรมชาติ   ผิวพระส่วนใดที่นูนสูงกว่าส่วนอื่น ถูกสัมผัสได้ง่าย เช่น องค์พระ ฐาน ซุ้ม ผิวด้านหลัง จะแตกต่างจากผิวพระส่วนที่อยู่ลึกกว่า   นอกจากนี้ ส่วนใดของพระที่เพิ่งหักหรือบิ่นไม่นาน ก็จะยังคงเห็นเนื้อพระขาว ๆ และมวลสารที่อยู่ภายใน   แต่ส่วนใดที่หักหรือบิ่นมานานแล้วก็จะถูกน้ำปูนงอกขึ้นมาปกคลุม  ดังตัวอย่างภาพด้านล่าง

 รอยบิ่นใหม่



รอยบิ่นใหม่


 รอยบิ่นกลางเก่ากลางใหม่



 รอยบิ่นกลางเก่ากลางใหม่



รอยบิ่นกลางเก่ากลางใหม่


รอยบิ่นเก่า



รอยบิ่นเก่า


เมื่อทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว   ท่านคงพอจะพิจารณาผิวพระสมเด็จได้ว่า ผิวพระสมเด็จจะมีความนุ่มนวล ไม่เรียบตึง แต่จะเห็นส่วนนูนส่วนยุบ สูงต่ำ (ส่องในแนวเอียงจึงจะเห็นได้ชัดเจนกว่า)   ผิวพระเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเนื้อพระ  (ไม่ใช่ผิวที่มีลักษณะเหมือนนำบางสิ่งบางอย่างมาโปะแต่ง ซึ่งจะมองเห็นเป็นชั้นต่างหากจากเนื้อพระ)

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

พระสมเด็จพิมพ์ทรงเจดีย์

          เมื่อมีเวลาก็จะถ่ายภาพให้ชมให้ศึกษากันเรื่อยๆ    มาในคราวนี้เป็นพิมพ์ทรงเจดีย์ ตามที่มีผู้เรียกขานมาแต่ก่อน โดยดูจากพุทธลักษณะตั้งแต่ฐานชั้นแรกจนถึงพระเกศที่มีรูปทรงสามเหลี่ยมเหมือนเจดีย์   บางท่านอาจจะเรียกชื่อพิมพ์เป็นอย่างอื่นก็ตามแต่ถนัด   สำคัญว่าให้ดูที่เนื้อหาเป็นหลักตามที่ได้เน้นกล่าวไว้แล้ว

          พระสมเด็จเป็นพระเนื้อปูนปั้นผสมผงวิเศษและมวลสารต่าง ๆ    มีอายุกาลล่วงเลยมากว่า ๑๔๐ ปี (ปัจจุบันปี ๒๕๕๗)   ลักษณะพิเศษของเนื้อหาพระจะต้อง แห้ง และ แกร่ง    หากดูแล้วไม่เข้าคุณลักษณะสองอย่างนี้   ให้สงสัยไว้ก่อนว่า อาจจะปลอม