วันอังคารที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2561

พระสมเด็จ ... เล่าไปเรื่อย ๆ #๑

๙ มกราคม ๒๕๖๑
         
สวัสดีปีใหม่ ๒๕๖๑  ขอพลังบารมีพระสิงห์ ๑ พระเจ้าสุทโธทนะ  สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี  หลวงพ่อทวด  ท้าวเวสสุวรรณ  ท้าวยมสฺส  และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ทุกท่านเคารพนับถือโปรดอำนวยพรให้ทุกท่านจงมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เจริญในหน้าที่การงาน ทรัพย์สินโชคลาภเพิ่มพูน  สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง  และสุดท้ายเจริญในทางธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานต่อไป

ห่างหายจากบล็อกไปกว่าสองปี  ว่าจะกล่าวถึงพระสมเด็จที่มีเนื้อหาอีกแบบ (บางท่านว่าเป็นเนื้อปูนสุก) และพระสมเด็จหลังอักษรจีน แต่ก็ยังไม่มีเวลาพอ  การนำพระและข้อมูลมาให้ชมและศึกษากันจำเป็นต้องอาศัยการค้นคว้า การเรียบเรียง การจัดภาพถ่าย ฯลฯ ซึ่งต้องใช้เวลาว่างพอสมควร  แต่ด้วยภาระหน้าที่ ทำให้ไม่มีเวลาว่างพอที่จะดำเนินการเช่นนั้น  จึงคิดว่า น่าจะนำเสนอแบบไม่เป็นหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งโดยเฉพาะจะดีกว่า คือ เพียงแค่มีเวลาพอที่จะหยิบโทรศัพท์เคลื่อนที่มาถ่ายภาพพระแล้วลงเว็บบล็อกเลย  ก็จะทำให้ทุกท่านได้มีโอกาสศึกษาและชมภาพพระต่าง ๆ ไปได้เรื่อย ๆ แม้ว่าภาพอาจจะไม่สมบูรณ์ดีนัก  แต่ก็ยังดีกว่าห่างหายกันไปเลย


องค์แรกที่นำมาให้ชมและศึกษากัน มีภาพติดอยู่ในเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นพระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์ใหญ่ เนื้อหาเป็นธรรมชาติงดงามมาก










----------------------------------------------------------



๑๐ มกราคม ๒๕๖๑

พระสมเด็จ พิมพ์ไกเซอร์











ข้อมูลเพิ่มเติมค่อยมาว่าต่อ ...

----------------------------------------------------------

๑๙ มีนาคม ๒๕๖๑

พระสมเด็จพิมพ์ไกเซอร์ หรือ พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์หน้าโหนกอกครุฑเศียรบาตร มีประวัติที่น่าสนใจมาก ...
บันทึกประวัติศาสตร์แห่งสยามชาติ ระบุว่า  ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๑๒ เมื่อข่าวแพร่สะพัดจากราชสำนักว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีหมายกำหนดการจะเสด็จประพาสต่างประเทศเป็นครั้งแรก  สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จึงนำแม่พิมพ์พระที่เคยออกแบบไว้ในคราวทำบุญแซยิด พ.ศ. ๒๓๙๐ ออกมา ให้นายจอน (วงศ์ช่างหล่อ) กับหลวงวิจารณ์เจียรนัย ตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้ง
จากบันทึกของหลวงปู่คำ เจ้าอาวาสวัดอัมรินทราราม พระภิกษุผู้ใกล้ชิดสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ระบุว่า  ในชั้นแรกสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ตั้งใจจะพิมพ์ให้ครบ ๕๐๐ องค์  แต่พอพิมพ์ได้ ๓๐๐ กว่าองค์ แม่พิมพ์ก็แตก  (ความจริงแม่พิมพ์นี้ยังมีอยู่อีกหลายแม่พิมพ์ และใช้พิมพ์พระในวัง  ... ติดตามหาข้อมูลได้จากกรุสมบัติหลวงวิจารณ์เจียรนัย)
พระสมเด็จพิมพ์หน้าโหนกอกครุฑเศียรบาตร ที่ว่านี้เป็นพระเครื่องเนื้อปูนปั้นองค์ขนาดเขื่องพอ ๆ กับกล่องไม้ขีด  เมื่อได้พระผงที่ผ่านการผึ่งจนแห้งแล้ว สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี นำไปทำการปลุกเสกนานถึง ๓ เดือน หรือตลอดช่วงเข้าพรรษา  พอออกพรรษาได้นำพระผงมาแช่น้ำมนต์อีก ๗ วัน จึงเก็บใส่พานปิดคลุมด้วยผ้ากราบไว้เป็นอย่างดี เตรียมทูลเกล้า ฯ   และก่อนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ ฯ ประพาสต่างประเทศ ๗ วัน สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี จึงนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย ๒๐๐ องค์ เพื่อให้พระองค์และข้าราชบริพารผู้ติดตามใกล้ใช้เป็นเครื่องคุ้มครองภัยระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านเมืองอื่น
เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ขุนนางและข้าราชบริพารในราชสำนักว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำพระเครื่องพิมพ์นี้ไปกับพระองค์ทุกครั้งในการเสด็จ ฯ ประพาสต่างประเทศนับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๑๓ เสด็จ ฯ ประพาสเมืองสิงค์โปร์ เขตการปกครองของอังกฤษ  เมืองปัตตาเวียกับเมืองสุมารัง เขตการปกครองของฮอลันดา ขณะทรงพระชนมายุ ๑๗ พรรษา  และหลังพระบรมราชาภิเษกขึ้นครองราชย์ได้ ๒ ปีถัดมา วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๑๔ เสด็จ ฯ ประพาสพม่าและอินเดีย เขตการปกครองของอังกฤษ
จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๔๔๐ ขณะทรงพระชนมายุได้ ๔๔ พรรษา ได้เสด็จเยือนยุโรปเป็นครั้งแรก  ซึ่งการเสด็จ ฯ เยือนยุโรปในครั้งนี้เอง พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์หน้าโหนกอกครุฑเศียรบาตรจึงได้เผยความศักดิ์สิทธิ์แสดงอภินิหารให้ปรากฏต่อสายพระเนตรจักรพรรดิแห่งเยอรมันและข้าพระบาทของพระองค์ ...



ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดอินทรวิหาร


... ระหว่างทรงมีพระราชปฏิสันถารอยู่นั้น  จักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ แห่งเยอรมัน ทอดพระเนตรเห็นแสงรัศมีแวววามเรืองรองด้วยสีแดงเหลืองเขียวรอบกระเป๋าฉลองพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงรับสั่งถามด้วยความฉงนพระทัยว่า  "แสงหลากสีที่กระจายอยู่รอบกระเป๋าของพระองค์เกิดขึ้นได้อย่างไร ...  มีสิ่งใดอยู่ในนั้น ..." 
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สดับแล้วทรงก้มพระพักตร์ทอดพระเนตรลงไปยังกระเป๋าฉลองพระองค์แล้วทรงพระสรวล ก่อนจะหยิบพระสมเด็จวัดระฆังที่ได้รับการทูลเกล้า ฯ ถวายจากสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี อมตะเถระแห่งสยาม ออกมาให้จักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ แห่งเยอรมัน ทอดพระเนตร 
จักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ แห่งเยอรมัน ทรงถามว่า  "ปูนหรือ"
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสตอบว่า  "หามิได้ เป็นพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ที่ชาวสยามผู้นับถือในพุทธศาสนาทุกคนให้ความเลื่อมใสศรัทธา"
จักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ แห่งเยอรมัน ทรงทอดพระเนตรอย่างสนพระทัย แล้วจึงมีพระราชปฏิสันถารต่อไปว่า  "แล้วสิ่งนี้จะใช้เพื่อประโยชน์การใดต่อผู้เลื่อมใสศรัทธา"
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตรัสตอบว่า  "คนไทยชาวพุทธนิยมพกติดตัวไว้ป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะมาถึง"  เวลานั้นสายตาทุกคู่ของข้าราชบริพารทั้งจากสยามและเยอรมัน ต่างเพ่งมองไปยังพระสมเด็จวัดระฆังของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ด้วยความสนใจกันถ้วนทั่ว
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็นในความสนพระราชหฤทัยของจักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ แห่งเยอรมัน  หลังจากตรัสแล้วจึงทรงยื่นพระหัตถ์ส่งให้ประมุขแห่งเยอรมัน ก่อนจะรังสั่งว่า  "ขอถวายแด่พระองค์ไว้เป็นที่ระลึกในวโรกาสที่ได้พบกันอย่างอบอุ่นครั้งนี้"
เมื่อจักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ แห่งเยอรมัน รับไว้แล้วทรงพิจารณาและรับสั่งถามเกี่ยวกับพระสมเด็จวัดระฆังในพระหัตถ์อยู่พักใหญ่ ก่อนจะอัญเชิญไว้ในกระเป๋าฉลองพระองค์ เช่นเดียวกับที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อัญเชิญเก็บไว้ก่อนหน้านี้   ...ทันใดนั้น แสงรัศมีอันเรืองรองแวววาวก็ฉายสาดออกมานอกกระเป๋าฉลองพระองค์ พร้อมกับเสียงฮือดังขรมทั่วท้องพระโรง  ขณะที่จักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ แห่งเยอรมัน ก็ทรงพระสรวลด้วยความปลื้มปีติและอัศจรรย์ใจ
เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๔๔๐ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จ ฯ เยือนอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ฮังการี รัสเซีย สวีเดน เดนมาร์ค อังกฤษ และเข้าสู่อาณาจักรเยอรมนี เป็นช่วงเวลาที่สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี สิ้นชีพิตักษัยไปแล้วเป็นเวลานานถึง ๒๕ ปี  แต่พระองค์ท่านยังคงมีส่วนสำคัญในการประคับประคองสยามประเทศให้พ้นภัยในยามที่ประเทศชาติตะวันตกพยายามมุ่งกอบโกยผลประโยชน์เหนืออธิปไตยสยาม  ด้วยพระราชไมตรีอันดีที่มีต่อกันระหว่างพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและประมุขแห่งเยอรมันนับแต่ครั้งนั้น   ทั้งสองพระองค์จึงเป็นสหายรักกันอย่างจริงใจ  และต่อมาภายหลังจักรพรรดิไกเซอร์วิลเฮล์ม ที่ ๒ แห่งเยอรมัน ทรงมีบทบาทสำคัญในการเข้าไปขัดขวางมิให้ฝรั่งเศสกระทำการเหิมเกริมต่อสยามในระยะสมัยของลัทธิล่าอาณานิคม  ด้วยการเสนอให้มีการประชุมระดับนานาชาติ โดยเน้นย้ำให้ฝรั่งเศสยุติพฤติกรรมการคุกคาม จนฝรั่งเศสต้องเข็ดขยาดและผ่อนปรนต่อสยามมากขึ้น

ขอขอบคุณ : ตำราพระสมเด็จวัดระฆัง จากโครงการศึกษาค้นคว้าชีวิตและผลงานพระอริยสงฆ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ของ วิญญู บุญยงค์


----------------------------------------------------------

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

กรุสมบัติหลวงวิจารณ์เจียรนัย

กรุสมบัติหลวงวิจารณ์เจียรนัย

เราต่างก็ทราบกันดีว่า หลวงวิจารณ์เจียรนัยเป็นข้าราชการในราชสำนักสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕  เป็นผู้เกี่ยวข้องกับการออกแบบพิมพ์พระสมเด็จให้แก่สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี   ท่านย่อมเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวข้องกับพระสมเด็จวัดระฆัง พระสมเด็จวังหน้า วังหลวง หรือพระตระกูลสมเด็จต่าง ๆ เป็นอย่างดี   และน่าจะต้องมีพระสมเด็จรวมทั้งแม่พิมพ์พระสมเด็จเก็บรักษาไว้อยู่บ้างเป็นแน่   แต่กลับกลายว่านับแต่สมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี สิ้นชีพิตักษัยเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๑๕ ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดเคยสืบหาข้อมูลจากบุตรหลานในตระกูลของหลวงวิจารณ์เจียรนัยเลย   ครั้งนี้นับเป็นข้อมูลที่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญมากที่เพิ่งมีการเปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญที่สุดก็ว่าได้

https://www.youtube.com/watch?v=c0X6KdQIfQs

ขออนุญาตถอดความบางส่วน (เรียบเรียงใหม่เพื่อให้อ่านง่าย) จากรายการ รักเมืองไทยใช่เลย (Nation TV) ผลิตโดย หจก. ดี ดี ทวีคูณ   ซึ่งมีผู้นำมาเผยแพร่ผ่าน Youtube เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๘ เพื่อเป็นวิทยาทานความรู้แก่ผู้ที่เคารพศรัทธาสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ทุกคนครับ
“หลวงวิจารณ์เจียรนัย มีชื่อเล่นว่า เฮง เกิดเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๘๐ ในตระกูลแซ่เจีย มีฐานะดี อาชีพทำทอง   ต่อมาบิดาส่งไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีน รวมทั้งเรียนช่างแกะสลักและช่างทำทอง   กลับมาสมัครเข้ารับราชการในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีความสามารถในงานช่างแกะสลักและช่างทำทองเป็นที่โปรดปราน   สมรสกับนางเง็ก   หลวงวิจารณ์เจียรนัยแกะสลักพระสมเด็จให้สมเด็จโตตั้งแต่องค์แรกโดยใช้หินแม่น้ำ และแกะอีกหลาย ๆ พิมพ์ถวายในรัชกาลที่ ๔ และแกะให้สมเด็จโตนำพระไปแจกชาวบ้าน”
“คุณธรรมยุทธ์ เจนพิชิตกุลชัย หรือคุณยอด รับสมบัติมาจากบิดา ซึ่งรับตกทอดมาจากปู่ ทวดรอง ทวดใหญ่ (หลวงวิจารณ์เจียรนัย) ตามลำดับ   ตอนเด็กอายุ ๗ ปี คุณยอดขึ้นไปเล่นบนหีบสมบัติ บิดาสั่งไว้ไม่ให้ขึ้นไปเล่นและบอกว่าเป็นสมบัติที่ห้ามเปิด   จนคุณปู่ (เกิดประมาณปี พ.ศ. ๒๔๔๔) ตีขา   คุณยอดนำตำราเล่มเก่าที่สมเด็จโตเขียนไว้เองมาแปล บางภาษาเป็นขอมต้องจ้างแปล ได้ความว่า ...ห้ามเปิดหีบสมบัติเป็นเวลา ๑๒ รอบ นับแต่ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ ซึ่งหลวงปู่โตทำพิธีหลวงใหญ่   พระเหล่านี้ควรนำเอาไปทำบุญ ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก   และสมเด็จโตสอนว่าไม่มีอะไรที่จะชนะความดี ควรบูชาในสิ่งที่ควรบูชา...   มีอาของคุณยอด ๒ - ๓ คน ทดลองเปิดหีบ ปรากฏมีอันเป็นไป คือ เป็นอัมพาตใน ๗ วัน   ต่อมาเมื่อพ้นกำหนด ๑๒ รอบ บิดาได้ทักคุณยอด จึงมีการเปิดหีบ”


จากรายการดังกล่าว เราสามารถสังเกตพบข้อมูลหลักฐานหลายประการ คือ
๑. หีบสมบัติที่คุณยอดรับมรดกตกทอดมานั้นมีอยู่จำนวนมาก และมีลักษณะคล้ายกับที่พบที่วัดพระธาตุแม่เจดีย์ตามที่เคยลงข้อมูลไว้แล้ว






๒. คุณยอดได้กล่าวถึงพิธีหลวงใหญ่ซึ่งสมเด็จโตเป็นผู้ทำพิธีเมื่อปี ๒๔๑๑ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการจัดสร้างพระสมเด็จวังหน้า วังหลวง
๓. พระสมเด็จของคุณยอดที่รายการนำมาเปิดเผยมี พระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ขอบล่างฟันหนูหรือขอบล่างขีด และพระสมเด็จวังหน้า วังหลวง รวมอยู่ด้วย










๔. มีพระบูชาแบบต่าง ๆ ที่พบที่วัดพระธาตุแม่เจดีย์และที่มีบุคคลอื่นเก็บสะสมไว้เช่นกัน





๕. มีพระสมเด็จพิมพ์พระประธานที่มีเนื้อหาอีกแบบหนึ่ง (ซึ่งผมจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป)




๖. มีพระสมเด็จหลังอักษรจีน (ซึ่งผมจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป)



๗. นอกจากนี้ยังได้เห็นบล็อกแม่พิมพ์พระสมเด็จจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ในลำดับถัดไปว่า การกดพิมพ์พระทำอย่างไร   การตัดขอบมีหรือไม่ ถ้ามีแล้วควรเป็นการตัดจากด้านหน้าไปด้านหลัง หรือจากด้านหลังไปด้านหน้า   การปาดหลังมีหรือไม่ ควรจะเกิดร่องรอยที่ด้านหลังและด้านข้างอย่างไร








คุณธรรมยุทธ์ เจนพิชิตกุลชัย หรือคุณยอด ปัจจุบันเป็นประธานบริษัทในเครือบริษัท ฟุกเทียน กรุ๊ป จำกัด   นอกจากตระกูลของท่านจะมีความผูกพันกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แล้ว  ยังมีความเกี่ยวพันกับราชวงศ์ของประเทศจีนโดยมารดาเป็นเชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์ซ่ง และมีวัตถุโบราณที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ประเทศจีนเก็บรักษาไว้เป็นจำนวนมาก   ท่านมีความคิดที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อโตและศูนย์หยกแท้ขึ้น โดยใช้พื้นที่ตลาดกลางฟุกเทียน ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เนื้อที่ ๔๙ ไร่ ในวงเงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท   ปัจจุบันได้นำสิ่งมหัศจรรย์ของประวัติศาสตร์จีน ที่สร้างจากหยกแท้กว่า ๒,๐๐๐ ชิ้น มาจัดแสดงในอาคาร ๑๐ คูหา เช่นพระพุทธรูปหยกแท้สีชมพูน้ำหนัก ๓๐๐ กิโลกรัม ของจักรพรรดิเฉียนหลงฮ่องเต้จากวังต้องห้ามของประเทศจีน หยกเขียวของพระนางซูสีไทเฮา หยกเจ้าแม่กวนอิม เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย ฮกลกซิ่ว หยกขาว ซึ่งเป็นองค์เดียวในโลก ระฆังหยกอายุพันปี ตราประทับราชวงศ์เซี่ย ราชวงศ์ซาง และอีกหลายราชวงศ์ ที่มีอายุมากกว่า ๔,๐๐๐ ปี   รวมทั้งพระทองคำแท้ ๑,๐๐๐ องค์ พระสมเด็จ ๒๐๐,๐๐๐ องค์ และบล็อกพระสมเด็จกว่า ๑,๐๐๐ บล็อก

https://www.youtube.com/watch?v=YF4q_3KfwPY

https://www.youtube.com/watch?v=9BLIi01MLpE










ศูนย์หยกพันปีและพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระพุฒาจารย์โตกำหนดสร้างแล้วเสร็จภายในปีนี้ (๒๕๕๘) ท่านใดที่อยู่ในพื้นที่หรือใกล้เคียงช่วยติดตามและส่งข่าวคราวให้ทราบด้วยนะครับ   หากก่อสร้างสำเร็จและเปิดให้เข้าชมเมื่อใดก็นับเป็นคุณูปการแก่ประเทศและผู้ที่เคารพศรัทธาในสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี อย่างยิ่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก
- รายการ รักเมืองไทยใช่เลย (Nation TV) ผลิตโดย หจก. ดี ดี ทวีคูณ
- รายการ เกษตรท่องเที่ยวแดนธรรม (ททบ.๕)
- รายการ เกษตรแผ่นดินธรรม (ททบ.๕)   
- มติชนออนไลน์

- ไทยโพสต์  http://www.ryt9.com/s/tpd/2069186